OMAN

ก่อนหน้านี้ซัก 2 ปี ถ้าบอกว่าไปประเทศ ‘โอมาน’ หลายๆคนคงขมวดคิ้วเป็นอินฟินิตี้แล้วถามว่า มันคือประเทศอะไรอะ มีไรให้เที่ยวหรอ ประเทศแขกจะน่ากลัวมั้ย นึกภาพไม่ออกเลยจ้าาา แต่ช่วงหลังๆ เริ่มมีรีวิวประเทศโอมานออกมาแล้วเราแบบบบบ เฮ้ยยย!!! สวยอะะะะ!!!! มันต้องไป ต้องไปให้ได้!!! จนเมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา โชคดีที่มีพี่มาชวนไปโอมาน และเราใจง่ายมาก ตอบตกลงอย่างไม่คิด ก็เป็นที่ที่อยากไปอยู่แล้วนี่


Day 0

เราเลือกเดินทางโดยสายการบินไทย ไฟลท์ 14:10 ใช้เวลาเดินทาง 7 ชั่วโมง 50 นาที  และมีแวะที่ปากีสถานเพื่อเติมน้ำมันชั่วโมงนึงค่ะ แต่เราไม่ได้ลงนะ รออยู่บนเครื่องนั่นแหละ แล้วก็เดินทางต่อไป Muscat ไปถึงก็ทุ่มนึงพอดีเลยย

พอเดินออกมาจากที่รับกระเป๋าจะเจอบริษัทเช่ารถหลายเจ้าเลยค่ะ พวกเราจองกันมาจากไทยแล้ว ก็สามารถจัดการเรื่องรับรถได้เลย ที่รับรถก็อยู่ในสนามบินนั่นแหละค่ะ ต้องเดินไปนิดหน่อย ไม่ไกลมาก

กว่าจะทำเรื่องอะไรเสร็จก็ 3 ทุ่มแล้ว คืนนี้เราเลยกลับที่พักเพื่อเก็บแรงไปเที่ยววันต่อไปค่ะ

ที่พักของเราคืนนี้คือ “Al madinah holiday” ตกคนละประมาณ 13 omr ถือว่าโอเคนะคะ ราคานี้ถือว่ากลางๆ ห้องที่ได้ก็สะอาดดีค่ะ ไม่ได้กว้างขวางอะไรมาก แต่โดยรวมโอเคเลย ส่วน Location ก็สะดวกค่ะ ไม่ไกลจากห้างและ Qaboos Grand Mosque เดินทางง่ายค่ะ

 


Day 1

เริ่มออกเดินทางกันค่ะ!

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการ Road trip คือเพลงเพราะๆ รถบางคันอาจจะต่อกับมือถือไม่ได้ แนะนำให้ลองฟังคลื่น 104.8 นะคะ เป็นเพลงสากล เพราะดีค่ะ

วิวที่โอมานส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นหินๆ แบบนี้ค่ะ นานๆถึงจะเจอต้นไม้ที

ที่แรกของเราวันนี้คือ Bimmah Sink Hole” เป็นหลุมขนาดใหญ่ที่น่าจะเกิดจากแผ่นดินทรุด และน้ำทะเลก็ไหลเข้ามาเป็นน้ำสีเขียวมรกต ใสๆ ดูจากรีวิวคนอื่นมาคือสวยมากกกก

บอกตรงๆว่าค่อนข้างคาดหวังกับที่นี่พอสมควรเลย กะว่าจะมาว่ายน้ำสวยยยๆ เอ้ออออออ …. แต่พอมาถึงก็พบว่า…. ‘วันนี้ปิด เพราะถ่ายหนัง’ …….   คือออ สามารถเข้าไปได้ แต่ดูอยู่ห่างๆ และแน่นอนว่าเล่นน้ำไม่ได้!!!!   โอเคค่ะ โอเคคค เราโอเคคคค๊

และจากความผิดหวังนี้ เราก็พบสถานที่ใหม่แทน ชายหาดติดทะเลใกล้ๆกับ Bimmah Sink Hole เลยค่ะ (ถ้าเปิดแผ่นที่ ก็ลองดูจาก Bimmah ขับออกมาทางถนนใหญ่ฝั่งติดทะเล ก็จะเจอเลยค่ะ)

ชอบนะ น้ำใสและเย็นดี แต่ด้วยอากาศร้อนระอุขนาดนี้…. ขอยังไม่ว่ายดีกว่า ถ่ายรูปอย่างเดียวพอ ใครอยากว่ายน้ำหรือนั่งเล่นเราว่ามาเช้าๆ หรือเย็นๆ ไปเลยน่าจะชิลกว่าค่ะ

ไปที่ต่อไปกันค่ะ แต่ก่อนจะไปจุดต่อไป เราจะแวะที่เมือง  Tiwi “ เพื่อหาของกินกันก่อนเน้อออ หิวแล้วจ้าาาา ซึ่งอาหารจะเหมือนๆกันทุกร้านแหละ เช่น Chicken Masala , Beef masala , Chicken Briyani , Beef flyl (อันนี้อร่อยมาก ชอบๆ) หลักๆ ในประเทศนี้ก็จะเจอประมาณนี้แหละค่ะ พวก Masala กับ Briyani คือเป็นอาหารแขก คล้ายๆ ตอนไปอินเดียนะ ใครทานไม่ได้ก็ควรพกของกินไปเองค่า

อิ่มแล้วไปต่อที่จุดหมายต่อไป “ Wadi Shab”

เป็นโอเอซิสที่ใครมาเยือนโอมานก็ต้องแวะมา ที่จอดรถค่อนข้างแน่นมากกก บางทีก็ต้องจอดไกลๆ แล้วเดินเอา ส่วนวิธีเข้าไปข้างในก็เลือกได้ค่ะว่าจะเดิน หรือข้ามเรือไป (ข้ามเรือ คนละ 1 omr)

ส่วนเรา เลือกเดินค่ะ เพราะยังไงเข้าไปข้างในก็ต้องเปียกอยู่แล้ว ก็เปียกเลยละกัน นี่แค่ทางเดินข้ามฟากยังสวยขนาดนี้ ข้างในต้องสวยมากแน่เลยยยยยย

ใครอยากมาที่นี่แล้วเข้าไปข้างในลึกๆ ควรมาไม่เกิน 3 โมงนะคะ เพราะใช้เวลาเดินค่อนข้างนานเลย แถมวิวสวยอีก มีหยุดถ่ายรูปบ่อยแน่ๆ

กรุ้ปเราโชคดีที่เจอคนท้องถิ่นใจดีมาก เค้ารู้ว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวเลยบอกพวกเราให้ join เค้าได้ เค้ามาคนเดียว แล้วเค้าก็คอยดูแลพวกเราดีมากค่ะ เดินๆ แล้วหันมาดูตลอดว่าเราเดินตามกันมาครบมั้ย เหมือนเป็นหัวหน้าทัวร์อะไรแบบนั้นเลย

และจะมาถึงจุดนึงที่คราวนี้จะไม่ใช่แค่เดิน แต่เราจะต้องเดิน สลับกับว่ายน้ำเข้าไป ถ้าใครไม่อยากเปียก ก็นั่งตรงนี้ได้นะคะ ชิลๆ สวยดี แต่ถ้าใครพร้อมจะเปียก และมั่นใจว่าร่างกายแข็งแรง ก็ไปต่อกันค่ะ แต่บอกก่อนว่าร่างกายต้องพร้อมนะคะ บางจุดว่ายน้ำค่อนข้างไกล ไม่มีอะไรให้เกาะด้วย และที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยนะคะ

เราเดินสลับว่ายกันอยู่ซักพัก จะเจอทางเข้าถ้ำ ทางเข้าจะเล็กๆ และมืดๆหน่อยค่ะ พอเข้าไปในถ้ำ ใครจะหยุดตรงนี้ก็ได้ แต่ถ้าใครอยากไปต่อ.. เราจะต้องปีนน้ำตกเข้าไป มีเชือกเส้นนึงให้จับและคอยพยุงตัว แต่เราต้องปีนสวนกระแสน้ำ และหินตรงนั้น… ลื่นมาก! ระวังตัวกันด้วยนะคะ พวกเราโชคดีที่ได้เจ้าถิ่นคนนั้น เค้าแข็งแรงมาก คอยช่วยดึงพวกเราจนขึ้นไปถึงข้างบนได้ และบอกเลยว่า ‘มัน-คุ้ม-มาก!’

 

ข้างบนนี้แทบไม่มีคนเลย เพราะค่อนข้างมายากหน่อย วิวสวยมากกกกก เงียบ สงบ น้ำใส โอ้ยยยคือดี คือตัดสินใจถูกกกกกกกกก แต่เสียดายอยู่ได้ไม่นานมาก เพราะเริ่มเย็นแล้ว เราควรเดินกลับให้ถึงปากทางก่อนพระอาทิตย์ตกค่ะ แต่!! ถ้าขึ้นมาบนนี้แล้ว…. ไม่มีทางให้ลงค่าาาาาา ตอนนี้มีสองตัวเลือกเท่านั้นคือ

  1. มาทางไหนกลับทางนั้น ปีนน้ำตกลง แต่ต้องปีนแบบถอยหลัง

หรือ

  1. กระโดด !   จากข้างบนนี้กลับลงไปในถ้ำ (ความสูงน่าจะประมาณ 6 เมตรค่ะ) คืออาจจะดูไม่ได้สูงมากสำหรับบางคน แต่สำหรับคนที่กลัวความสูงอย่างเรา พอรู้แล้วแทบจะหยุดหายใจเลยค่ะ นี่ต้องโดดลงไปจริงๆใช่มั้ยยยยยย TT   เราทำใจอยู่นานนน นานมากกกๆๆ นานนนนมากกกกกกกก คือทุกคนกระโดดลงไปหมดแล้ว และรอเราอยู่คนเดียว สุดท้ายเออยังไงก็ต้องโดด แต่โดดคนเดียวมันหวิวๆ คุณพี่เจ้าถิ่น (ที่มารู้ทีหลังว่าพี่แกเป็นตำรวจ ถึงว่าาาา แข็งแรงเชียววว อยากให้ได้เห็นตอนพี่แกปีนถ้ำด้วยมือเปล่าอย่างคล่องแคล่ว นึกว่าเป็นสไปเดอร์แมน) คือพี่เค้าพยายามบิ้วเรา บอกว่าอย่ามองลงไปข้างล่าง ถ้าจะโดดก็โดดเลย Trust yourself! คือบิ้วจนเราฮึกเหิมขึ้นมา เราเลยบอกเค้าว่า โอเค งั้นจะโดด… แต่โดดด้วยกันหน่อยได้มั้ยยยยยย แล้วก็ one… two…. tree… JUMP!!! ตู้มมมมมม!

ในที่สุดดดดดดด ก็ลงมาแล้วค่าาาาาา ใจหายว้าบบบบเลย แต่สนุกดี ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

และด้วยความป๊อดของเรา ก็ทำให้เราเดินออกกันแทบไม่ทันพระอาทิตย์ตก ขอโทษด้วยค่าาาา

หมดไปอีก 1 วัน จริงๆ บอกตรงๆ ว่าเราไม่ได้เตรียมตัวมาเลยว่ามันจะลุยขนาดนี้ แต่มาถึงแล้วมันก็ต้องเอาให้สุดอะเนอะ เพราะงั้นเราเลยอยากเตือนคนที่จะมาที่นี่ว่า ร่างกายต้องพร้อมมากๆนะคะ เผื่อเวลาดีๆ และที่สำคัญ เตรียมรองเท้ามาดีๆ ไม่ควรเป็นผ้าใบเลย เพราะเราจะต้องลุยน้ำ แล้วกลับมาเดินใหม่อยู่หลายครั้ง อาจจะเป็นรองเท้าแตะก็ยังดีกว่าค่ะ เดินเท้าเปล่าไม่แนะนำค่ะ เจ็บเท้ามากกกกก (จากใจคนใส่ผ้าใบและตัดสินใจถอดออกเดินเท้าเปล่า)

ถึงทางจะยากลำบากซักหน่อย แต่เชื่อเถอะค่ะว่าสิ่งที่จะได้เห็นมันคุ้มมากนะ 🙂

คืนนี้เราจะพักที่เมือง ” Sur “ กันค่ะ เมืองนี้จะเป็นเมืองที่มีประวัติการเดินเรือและการค้าอย่างยาวนาน นอกจากนักท่องเที่ยวชอบมาแล้ว ชาวโอมาเนียนก็ชอบมานั่งเล่น ปิกนิคกันด้วยนะคะ และถ้าใครมาพักที่เมืองนี้ แนะนำให้ทานอาหารที่ร้าน Zaki restaurant ค่ะ อาหารโอเคเลย ราคาสูงกว่าร้านธรรมดานิดหน่อย แต่อร่อยค่ะ (ไม่มีรูปนะคะ หิวมาก ไม่ทันถ่าย 55555)

ส่วนโรงแรม…. เราแนะนำที่นี่ เป็น A MUST !!! ของการมาพักที่ Sur

“ Al Ayjan Plaza ”

ที่พักนี้จะค่อนข้างแพงหน่อยค่ะ คนละประมาณ 20 omr ที่แนะนำที่พักนี้ ไม่ใช่เพราะมีห้องนอนสวยหรูอะไรหรอกค่ะ คือห้องนอนก็โอเค สะอาดและกว้างดี แต่สิ่งที่พีคกว่าก็คือ….!!!!! ไว้เดี๋ยวบอกของวันพรุ่งนี้ละกันค่ะ วันนี้เอาห้องนอนไปดูก่อน ;p


Day 2

วันนี้เราตื่นเช้า เพื่อมาถึงความพีคของที่พักนี้ที่เราเกริ่นเอาไว้ นั่นก็คืออออออ เดินไปชมวิวหลังโรงแรมค่ะ วิวที่เห็นก็จะเป็นแบบนี้ วิวเมือง Sur สวยยยยย มากกกกกกกกก !!!!

เราอยู่ถ่ายรูปที่นี่เป็นชั่วโมงเลยเพราะมันสวยยยยยๆๆๆ มากๆๆๆๆๆๆ ช่วงประมาณ 7-8 โมง จะกำลังดีเลยค่ะ ไม่ร้อนเกินไป ควรมาาาาา

แต่ทางเดินไปจะยากนิดนึง อันนี่ใส่ผ้าใบได้ก็ดีเลยค่ะ มันจะเป็นเนินหินๆ ดินๆ แบบนี้ บางจุดจะชันนิดนึง


อะไปต่อกันที่ “Wadi Bani Khalid”

ที่นี่เป็น Oasis เช่นกันค่ะ แต่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว แบบมีเจ้าหน้าที่คอยดู น้ำใสสส ไหลเย็น เห็นตัวปลาาาา

ถ้าเข้าไปอีกก็จะเป็นแบบนี้ คือดีมากกกกกกกกกก น่าว่ายสุดดดดด แต่เราไม่ค่อยมีเวลา เลยทำได้แค่มองคนอื่นเค้าว่ายกันตาละห้อย ถ้าอยากว่ายก็เผื่อเวลาด้วยนะคะ อ่อแล้วก็ข้างบนจะมีร้านอาหารด้วย แต่เราไม่ได้ไปเน้อออ เวลาไม่พอ ใครได้ไปฝากกินเผื่อละมาเล่าให้ฟังด้วยยยย

ก่อนจะออกจาก Wadi Bani Khalid เราแวะ Tourist Center ก่อน จิ้มตาม Google map มา เพราะเคยอ่านเจอในรีวิวบอกว่าสวย พอมาถึง… มันร้างแล้วจ้าาา แต่วิวก็สวยดี


และที่เราต้องรีบออกจาก Wadi Bani Khalid เพราะว่าเราจะไปทะเลทรายกันค่าาา คืนนี้จะนอนทะเลทราย ” Wahiba Sand “ และเราควรจะต้องรีบเข้าไปเพื่อดูพระอาทิตย์ตกกลางทะเลทรายกัน ถ้าจะดูพระอาทิตย์ตกควรไปถึงไม่เกิน 3:30 แต่นั่นแหละค่ะะ เราไปกันไม่ทัน.. เลยเล่นเล่นบริเวณที่พักกันแทน ที่พักของเราคืนนี้ชื่อ “ Al reem dessert ” ค่ะ

ที่พักที่นี่จะมีทั้งแบบเป็นหลัง ติดแอร์ สบ้ายยยสบาย เตียงใหญ่มากกกก และมีห้องน้ำส่วนตัวค่ะ

หรือจะแบบเต็นท์ก็ได้ค่ะ อันนี้กลางวันจะร้อนๆ อย่างกะห้องอบ แต่กลางคืนหนาวนะคะ ไม่ต้องกลัวร้อนเลย เราไปหน้าร้อนยังหนาวเลยค่ะ แต่จากที่จอดรถ จะเข้ามาตรงนี้่จะต้องเดินทางที่เป็นทรายหมดเลย ถ้าใครเอากระเป๋าแบคแพคมาจะสบายหน่อย กระเป๋าใบในรูปนี้ของ The North Face ค่ะ สีสวย จุของได้เยอะมาก และเซฟหลังดีด้วยค่ะ

แต่ถ้าใครเอากระเป๋าลากนี่ลากจนเหนื่อยเลยนะคะ หรือไม่ก็เอากระเป๋าไว้รถ และเอาลงแค่เท่าที่จำเป้นก็พอค่ะ (ถ้าพักแบบเต็นท์ ไม่มีห้องน้ำส่วนตัวนะคะ ต้องเดินออกไปอาบค่ะ)

อาหารเย็นที่นี่มีเป็นบุฟเฟ่เลยค่ะ ตักกินๆ อร่อยมาก ไก่ย่างอร่อย จะซื้อไก่มาแล้วฝากเค้าย่างก็ได้นะคะ

กลางคืนที่นี่ดาวเต็มฟ้าเลย สวย ชอบบบบ

*ที่นี่ไม่มี Wifi นะคะ และสัญญาณเน็ตก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอใช้ได้เป็นระยะค่ะ


Day 3

เมื่อวานเย็นเราพลาดพระอาทิตย์ตกไปแล้ว เช้านี้เราจะพลาดพระอาทิตย์ขึ้นไม่ได้ !   เราต้องออกจากที่พักกันตั้งแต่ตี 5 จะได้ไม่พลาดอีก โดยพี่ๆ ผู้ชำนาญทางจะขับ 4 WD พาไปค่ะ

เค้ามีชาร้อนๆ ให้จิบและดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยนะ

หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นเราก็ถ่ายรูปกันต่อซักพักค่ะ ใครมีพร้อบอะไรจัดมาเลยยยยย อย่างพี่เป้แบกม้ามาจากไทยเลยจ้าาาาา 55555555

แล้วก็ไปฟาร์มพี่อูฐกันค่ะ ไปถ่ายรูปและป้อนอาหารได้ พี่เค้าใจดี แต่เค้าก็จะระแวงๆ เรานิดหน่อย

เสร็จแล้วคราวนี้พี่แขกจะขับพาทัวร์ทะเลทราย แต่ไม่ได้ทัวร์ธรรมดา มันอาจจะน่าเบื่อไป ต้องขับแบบซิ่งๆ ตื่นเต้นๆ งี้ มีดรงมีดริฟ มีขึ้นทางลาด ละสองคนนี้เค้าก็จะแข่งกัน ใครจะขึ้นเนินได้สูงกว่า 5555 สนุกมากกกก ตื่นเต้นค่ะ ระวังอย่างเดียว ระวังหัวโขกกระจก (โดนมาแล้วจ้าาาาาา)

ค่าที่พักและกิจกรรมทัวร์ ตกคนละ 26 omr ซึ่งเราว่ามันคุ้มนะ 🙂


หลังจากอยู่ทะเลทรายแล้ววันนี้เราจะเปลี่ยนบรรยากาศไปขึ้นเขากันบ้างค่ะ เราจะขึ้นไปที่เขา Jebel shams กัน หลายๆคนบอกว่าทางค่อนข้างโหด ต้อง 4 WD เท่านั้นถึงจะไปได้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นนะคะ เราใช้รถธรรมดาก็ขึ้นไปได้ค่ะ แค่ต้องค่อยๆ ขับ และควรรีบไป ควรถึงก่อนฟ้ามืดค่ะ ทางจะขรุขระหน่อย ไปได้แบบช้าๆค่ะ

ระหว่างทางเราจะผ่าน Misfat , Al hamra ด้วยค่ะ จะอยู่บริเวณหัวโค้งซักโค้งหลังจากขึ้นจากเมืองมาได้นิดหน่อยค่ะ

วิวระหว่างทางสวยนะ เราชอบ แล้วยิ่งช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตก แสงสวยมากกกกกก จนมีอยู่จุดนึงที่ถึงกับต้องจอดถ่ายรูปเลยค่ะ

พระอาทิตย์ตกและเราก็มาถึงที่พักพอดี ที่พักคืนนี้ของเราชื่อ “ Sunrise Resort ”

ก็จะมีทั้งแบบบ้านพักและเต็นท์เหมือนกันค่ะ แต่แนะนำพักแบบเต็นท์นะ ได้ฟีลกว่าเยอะ อากาศไม่ร้อน เย็นสบาย จนถึงขั้นหนาวเลย ไม่จำเป็นต้องพึ่งแอร์ แทบจะอยากร้องขอฮีทเตอร์ ห้องกว้างมากกกกๆ และแต่ละเต็นท์มีห้องน้ำส่วนตัวค่ะ แต่อย่างนึงคือที่นี่ไม่มี Wifi นะคะ และไม่มีสัญยาณมือถือหรือเน็ตเลยค่ะ แต่ถ้าแลกด้วยดาวเต็มท้องฟ้ากับอากาศดีๆแบบนี้ก็คุ้มค่า ที่สำคัญ ที่พักที่นี่ถูกมากก ตกคนละประมาณเกือบๆ 10 omr ค่ะ (คือหมายถึงถูกกว่าคืนอื่นๆ ใน Oman ค่ะ)


Day 4

ถ้ามาพักที่ Sunrise Resort อีกสิ่งที่พลาดไม่ได้ก็ตามชื่อรีสอร์ทนั่นแหละค่ะ คือการดูพระอาทิตย์ขึ้น และนี่คืออีกเหตุผลที่เราเลือกพักแบบเต็นท์ เพราะจุดนี้จะอยู่ใกล้ที่เดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สุดแล้วค่ะ คือจากเต็นท์เดินตรงอย่างเดียวเลย เดี๋ยวก็เจอค่ะ

ถ้าใครดูพระอาทิตย์แล้วอยากจะเดินเล่นต่อ แนะนำให้เดินไปตามทางเสาเขียวๆที่เค้าปักไว้ แต่ไกลเหมือนกันค่ะ เดินไปเรื่อยๆ จะเจอหน้าผาสวยๆอยู่นะ ตรงนี้เค้าได้ฉายาว่าเป็น Grand Canyon Oman ค่ะ

เดินกลับมาที่เต็นท์ เจอเพื่อนๆ มากันเป็นแก็งค์เลย มาขอขนมกันใหญ่ น่ารักกกกเนอะ

อีกที่ที่จะแวะกันก่อนกลับเมือง เป็นทางผ่านกลับเข้าเมืองด้วย คือ ‘Bahla fort’

เป็นป้อมปราการป้องกันศัตรูที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดใน Oman ถ้ามาจาก Muscat จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปี 1987 ด้วยนะคะ สไตล์จะเป็นศิลปะตะวันออกกลาง เป็นปูนและดินสีน้ำตาลอ่อน เหมือนสีทราย

เราไปช่วงบ่าย คือร้อนมากกกก มากกกจริงๆๆๆ เหงื่อตกแล้วตกอีก แต่ก็สวยดีค่ะ ใหญ่มาก กว่าจะเดินทั่ว สีของที่นี่จะเหมือนกันไปหมดคืออ่อนๆ ถ้าใครอยากมาที่นี่แล้วถ่ายรูปสวยๆ แนะนำให้ใส่เสื้อสีเข้มๆนะคะ … พกแว่นหรือหมวกมาด้วยจะดีมากค่ะ ร้อนมาก 5555

ส่วนคืนนี้เรากลับมานอนที่เดิมกับคืนแรกเลยค่ะ คือ Hotel Al madinah holiday เราว่าที่นี่ถือว่าโอเคเลย ( เปล่าาาาา จริงๆคือขี้เกียจหาที่ใหม่แล้ววว แฮ่ )


Day 5

วันสุดท้ายที่อยู่ Oman ก็เที่ยวกันในเมืองเนอะ ที่ๆพลาดไม่ได้เลยคือ

‘ Sultan Qaboos Grand Mosque (มัสยิดสุลต่านกาบูส) ’

เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรอาหรับ ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบมัสยิดอิสลาม สวยมากกก สวยยมากกกๆๆๆๆจริงๆๆๆๆๆ !!

แต่ถ้าจะมาที่นี่ต้องแต่งตัวเรียบร้อยมากๆ เลยนะคะ คือต้องใส่ขายาวแขนยาว กางเกงยีนส์ได้แต่ต้องไม่ขาด ผู้หญิงต้องเก็บผม คลุมหน้า ต้องไม่บางด้วย แต่ถ้าใครไม่มีชุด หรือมีแต่อยากแต่งเต็มยศมากกว่า ที่นี่ก็มีให้เช่านะคะ 2.5 omr ค่ะ

ข้างในมีแชนเดอเลีย (โคมไฟระย้า) ความสูง 14 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประดับอยู่กลางโถงละหมาด คือใหญ่มาก ขนาดนอนถ่ายแล้วยังแทบจะเก็บไม่หมด ข้างในนี้อลังการมากค่ะ ชอบๆ

ถ้าใครอยากมา ที่นี่เปิดช่วงเช้า 8-11 โมงนะคะ หลังจากนั้นจะทำพิธีกันค่ะ หรือช่วงเย็นก็ไปได้ ช่วงพระอาทิตย์ตกนะ สวยมากกกก เข้าไปถ่ายบริเวณข้างนอกมัสยิดนะคะ บรรยากาศก็ดีด้วย ( ไปมาเหมือนกัน แต่… รูปหายไปไหนก็ไม่รู้ !!!! ) อ่อแล้วก็ ที่นี่ปิดวันศุกร์นะคะ แพลนดีๆ เดี๋ยวไปเก้อออ


ใครยังพอมีเวลาเหลือ แวะไปเมืองเก่า Muttrah และเป็นเมืองท่า ที่ใกล้กับ Muscat มาก แค่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง เป็นเมืองติดทะเล จะมาเที่ยวหรือShop ก็ได้นะคะ จะมี Souq (ตลาด) เผื่อใครอยากซื้อของฝากก็แวะมาได้ค่ะ มีขายของกิน ของใช้ ของจุกจิก เต็มไปหมด

และแวะทานข้าวกัน แต่จำไม่ได้จริงๆ ว่าร้านอะไร หากันแบบกระทันหันมาก แต่อาหารอร่อย และวิวดีเลยค่ะ ได้ชมวิวเมืองด้วย

 


ก่อนจบทริปขอสรุปกันคร่าวๆ นะคะ

ค่าใช้จ่าย

– ค่าเครื่องบิน     13,xxx   บาท

– ค่าที่พัก             7,2xx   บาท / คน

– ค่ารถ (เช่า2คัน คันใหญ่1คัน 24,000 บาท , คันเล็ก1 คัน 13,000 บาท)   37,000 บาท 2/ ตกคนละ 4,1xx บาท

– ค่าน้ำมัน       คันเรา 2,484 บาท พอหารแล้วตกคนละแค่   621 บาทเท่านั้น ถูกมาก!!!!!

– ค่ากิน     3,xxx บาท

– ค่าวีซ่า     500 บาท

รวมทุกย่างบวกแล้วบวกอีกก็ยังไม่ถึง 30,000 บาทจ้าาาา จัดว่าดีงามมไม่เกินงบที่เราตั้งไว้ด้วย

วีซ่า

สามารถทำได้ 2 แบบ คือ

1.ทำวีซ่าออนไลน์ ไปที่เว็บ rop.gov.om พอได้วีซ่าแล้วปริ้นติดตัวไว้ยื่นที่ตม.ได้เลย

  1. ทำ Visa On Arrival ที่นู่นได้เลยค่ะ

ซึ่งทั้งสองวิธีเสียค่าทำวีซ่าเท่ากันนะคะ ประมาณ 500 บาท

การขับรถ

เช่ารถจากไทยไปเลยและไปรับรถที่สนามบินง่ายที่สุดค่ะ ค่าเช่ารถไม่แพง และค่าน้ำมันถูกมากกก แนะนำเช่ารถนะคะ เราว่าระบบขนส่งสาธารณะเค้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และถ้าถามเราว่า 4WD จำเป็นมั้ย เราก็ว่าไม่ขนาดนั้นนะ อย่างที่พักในทะเลทรายบางที่่เข้าไปลึก เราสามารถนัดให้เค้ามารับได้ ส่วนขึ้นเขาถ้าค่อยๆขับเราว่าก็โอเคอยู่ค่ะ

อาหาร

อาหารแขกเลยแหละ ถ้าใครกินไม่เป็นควรเอาจากไทยติดไปค่ะ แต่ก็จะมีเมนูกินง่ายๆ อยู่นะ อย่างเมนูที่จะคล้ายๆ ไก่ย่าง อะไรแบบนี้ค่ะ

ที่นี่ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลนะคะ

อากาศ

ฤดูร้อน คือช่วงเดือน เมษา-ตุลา ซึ่งจะร้อนนนนมากๆๆๆๆๆๆ ค่ะ ด้วยความที่ต้นไม้น้อยด้วย หาที่หลบยากอีก

ฤดูฝน อยู่ในช่วงเดือน พฤษภาคม-มีนาคม

ฤดูหนาว ในช่วงปลายปีค่ะ ช่วงนี้อากาศดีมาก แนะนำให้มาหน้าหนาวนะคะ

เราไปช่วงสงกรานต์ค่ะ เป็นช่วงหน้าร้อน ร้อนมากกก แต่ทะเลทรายตอนกลางคืนและบนเขา Jebel shams ก็หนาวมากค่ะ ควรเอาเสื้อหนาวติดไปด้วยนะคะ

 

เครื่องแต่งกาย

เราไปหน้าร้อน ร้อนมาก ใส่แบบสบายๆ ระบายดีๆ ไปเลยค่ะ ส่วนถ้าหน้าหนาวจะเย็นสบายนะคะ ไม่ถึงกับหนาว  แต่ถ้าไปทะเลทรายกลางคืนและเช้าจะหนาวหน่อย ควรเตรียมเสื้อหนาวไปเผื่อค่ะ และถ้าใครจะขึ้นเขา อย่าลืมพกเสื้อหนาวด้วย อันนี้หนาวเลยยยยย  และที่ลืมไม่ได้… ชุดว่ายน้ำค่ะ!

Internet

เราใช้ AIS one2fly ค่ะ เปิดไปจากไทย มีเน็ตให้ใช้ 4GB ถ้าใช้ครบแล้วปรับลงเหลือ 128 kbps จ่ายไป 899 บาทค่ะ

ค่าเงิน

สกุลเงินใช้ Oman Rial หรือ OMR ค่ะ

ตอนที่ไป เราแลกเงินที่ Super rich สีเขียว ด้วยเรต 92 บาทไทย = 1 OMR ค่ะ

เวลา

เวลาที่โอมานจะเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมงค่ะ

ผู้คน

คนโอมานใจดี และให้ความช่วยเหลืออย่างดีมากๆ ไม่ได้น่ากลัวเลยค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ควรพาตัวเองไปอยู่ในจุดเสี่ยง เช่นเดินในที่เปลี่ยวๆ หรือเดินกันตอนมืดๆ เนอะ

หวังว่ารีวิวนี้จะทำให้ทุกคนได้รู้จักโอมานมากขึ้นนะคะ ไม่ต้องลังเลหรอก ไปเถอะค่ะ เป็นอีกประเทศที่เที่ยวสนุก ยิ่งขาลุยยิ่งชอบ คนก็น่ารัก ใจดี ค่าใช้จ่ายก็ไม่สูง จะรออะไรอีกกก เดินไปดูปฏิทินซะ มีวันหยุดอีกทีเมื่อไหร่ก็หาตั๋วแล้วไปกันเลยจ้าาาา!

 

 

One thought on “OMAN

  1. อ่านไป ดูรูปไป เพลินมากเลยครับ ยิ่งมาเห็นว่างบทั้งหมด 30,000 บาทแค่นั้น ยิ่งแบบ!!!! โอ้วว ต้องไปบ้างเเล้วว

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s